Digital Photography   Audio & Video   Computer Accessories   Software Applications | Home

อีคอมเมิร์ซ- การสั่งซื้อสินค้าทางอินเทอร์เน็ตที่ได้ผล


กล่องใส่สินค้าที่ส่งมา ด้านหน้ามีชื่อ ที่อยู่ของผู้รับ
ที่ซองพลาสติกใส่รายการแจ้งสินค้านำเข้า
กล่องมีขนาด 26x21x17 ซ.ม. น้ำหนัก 425 กรัม

ทาง B&H ได้แนบเอกสารเงื่อนไขการซื้อสินค้า   
การรับประกัน นโยบายการคืนของ การเคลม มาให้ทราบ

เมื่อแกะกล่องออกมา จะพบสินค้า 2 รายการ ถูกรอง
ด้วยถุงพลาสติก ที่มีอากาศอยู่ถายใน

ถุงพลาสติก ที่มีความนุ่มและพอง สามารถรับแรง
กระแทกได้ ไม่ทำให้สินค้าเสียหาย

สินค้า 2 รายการที่สั่งซื้อ มีน้ำหนัก 210 กรัม

ข้อคิดเห็น

จากการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศโดยวิธีอีคอมเมิร์ซ
ทำให้เราสามารถนำมาวิเคราะห์ถึงการดำเนินงานต่างๆ
ที่เกี่ยวข้องได้ ซึ่งสรุปได้ดังนี้
1. บริษัทที่จะทำการค้าขายในระบบอีคอมเมิร์ซ จะต้องมี
หรือใช้ระบบต่างๆที่เกี่ยวข้องกับอีคอมเมิร์ซที่ครบถ้วน
2. ควรจะต้องเป็นบริษัท หรือนิติบุคคลที่เชื่อถือได้ มีความ
ซื่อตรงต่อลูกค้าและมีความรับผิดชอบ ทำงานรวดเร็วและมี
การบริหารจัดการ มีระบบบัญชี ระบบภาษี ที่ครบถ้วน
3. ควรมีสินค้าในสต็อคหรือถ้าไม่มีก็สามารถจัดหาได้ภาย
ในระยะเวลาที่กำหนดเช่น ระบุให้ชัดเจนว่า สินค้ารายการ
ใดใช้เวลาผลิตกี่วัน และเวลาส่งของอีกกี่วัน
4. สินค้าที่นำมาจำหน่าย จะต้องมีคุณภาพดี ได้มาตรฐาน
สำหรับกรณีสินค้าจากโรงงาน ส่วนมากไม่มีปัญหาเพราะใช้
เครื่องจักรทำเป็นส่วนใหญ่ แต่สินค้าประเภททำด้วยมือ หรือ Handmade อาจจะมีคุณภาพไม่สม่ำเสมอกันนัก
5. ควรจะต้องมีเว็บไซต์ของตนเอง(ทำเป็นภาษาอังกฤษ)
โดยมีการออกแแบที่ดี ใช้งานง่าย รวดเร็ว มีข้อมูลครบถ้วน
มีภาพสินค้าที่ชัดเจน สวยงาม และข้อสำคัญก็คือต้องเป็น
เว็บไซต์ที่มีคนรู้จัก หรือมีคนเข้ามาดู มาค้นหาสินค้ามากๆ





การขายสินค้าในระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือเรียกว่า อีคอมเมิร์ซ นั้นมีผู้จัดทำเว็บไซต์นำสินค้า
เข้าขายมากมาย ซึ่งมีทั้งแบบขายปลีกคือขายจากบริษัท ไปยังบุคคลหรือลูกค้า (Business - to - Customer),
การขายแบบขายส่งหรือขายจำนวนมากๆระหว่างบริษัทกับบริษัท (Business - to - Business) และยัง
่รวมระบบการประมูล ฯลฯ ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการซื้อมาก และเป็นธุรกิจที่ทำรายได้ดี

บทความนี้ แสดงการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ ในระบบ B - C ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานต่างๆ
หากจะทำการค้าขายด้วยวิธีอีคอมเมิร์ซกันมากขึ้นในประเทศไทย

เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2547 ผมมีความต้องการจะซื้ออุปกรณ์การถ่ายภาพ 2 รายการ คือเลนส์โคลสอัพและ
อุปกรณ์สำหรับต่อ หรืออะแดปเตอร์ ซึ่งยังไม่มีขายในประเทศไทย เพราะเป็นอุปกรณ์ที่จะใช้กับกล้องดิจิตอล
ที่เพิ่งจะออกมาใหม่มาก ดังนั้น จึงได้เข้าไปค้นหาในเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียง และได้พบอุปกรณ์ดังกล่าว จากเว็บไซต์   http://www.bhphotovideo.com

เมื่อตรวจเช็คราคาของทั้ง 2 รายการแล้ว สามารถเช็คค่าขนส่งจากสหรัฐฯมายังกรุงเทพฯได้ด้วย ของแต่ละรายการ
จะมีค่าขนส่งแยกเอาไว้ แต่ถ้าเรารวมสั่งซื้อพร้อมกัน 2 รายการ ค่าขนส่งก็จะเท่าๆเดิม เพราะไม่ใช่ของที่หนักมาก

ในการจะสั่งซื้อ ก่อนอื่น จะต้องสมัครเข้าไปเป็นสมาชิก (Register) โดยระบุ ชื่อ นามสกุล Email Address
และ Password ของเราเองจากนั้นก็จะสามารถทำการเข้าไปสั่งซื้อสินค้าได้

ค่าขนส่งมายังประเทศไทย    กำหนดไว้เป็นแนวทางดังนี้ (แต่โปรแกรมจะคำนวณค่าขนส่งให้เองอีกครั้ง
ขึ้นอยู่กับน้ำหนักสินค้าและบรรจุภัณฑ์)

วิธีการขนส่ง

ค่าขนส่ง (US.$)

US Postal Service - Airmail Parcel Post

26.25

US Postal Service - Global Express Mail
5 - 7 Days Delivery

36.25

UPS Express  3 - 5 Business Days Delivery

35.20

FedEx Priority  3 - 5 Business Days Delivery

75.50

ข้อกำหนดสำหรับลูกค้าต่างประเทศที่ทำการสั่งซื้อครั้งแรก
ทาง B&H Photo Video ขอให้ทำการแฟกซ์สำเนาบัตรเครดิตทั้งสองหน้าไปให้เขาก่อน พร้อมทั้งหมายเลข
Invoice ที่เราสั่งซื้อสินค้า ทั้งนี้เพราะเขาต้องการเช็คว่า เราเป็นเจ้าของ และมีบัตรเครดิตจริง ซึ่งเรื่องนี้ ผมต้อง
คิดอยู่หลายวันว่า ถ้าเช่นนั้น เขาก็จะเห็นลายเซ็นต์ในบัตรเครดิตด้วย อาจมีผู้แอบนำไปใช้ได้ ต่อมา ทาง B&H
ก็มีอีเมล์มาอธิบายอีกครั้ง และด้วยความที่มั่นใจในการทำธุรกิจของบริษัทนี้ที่มีอายุ 30 ปีแล้ว ผมจึงได้ส่งแฟกซ์
์สำเนาบัตรเครดิตไปให้

ระบบการติดตาม Status การส่งของ
เมื่อได้ทำการสั่งซื้อสินค้าไปแล้ว ต่อมาเข้าไปเช็คดู  Account ของเรา พบคำว่า Processing คือเขาได้เริ่ม
ดำเนินการแล้ว ต่อมาเมื่อส่งแฟกซ์สำเนาบัตรเครดิตไปให้ ก็พบ Status ว่า Shipped คือเขาทำการส่งของแล้ว  
ซึ่งในตอนสั่งซื้อผมได้เลือกให้ส่งโดย UPS Express

การรับสินค้าและค่าใช้จ่าย
ในวันศุกร์ที่ 7 พฤษภาคม 2547 หรือเพียง 2 วันนับจากแฟกซ์สำเนาบัตรเครดิตไปให้ B&H ก็มีโทรศัพท์มา
จากบริษัท UPS ในกรุงเทพฯว่าจะนำของมาส่งในตอนบ่าย ให้เตรียมเงินค่าภาษี ฯลฯ ไว้ด้วย และประมาณ
15.00 น. ผมก็ได้รับของที่สั่งซื้อ มาส่งที่บ้าน โดยมีค่าใช้จ่ายจากด่านศุลกากรท่าอากาศยานกรุงเทพฯ
เป็นค่าภาษี 5% และภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% รวมเป็นเงิน 724 บาท นับว่าเป็นระบบที่อำนวยความสะดวกมาก
และยังรวดเร็วกว่าที่คิดไว้

สรุปค่าใช้จ่าย
เพื่อเป็นกรณีศึกษา ผมจึงนำค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นมาสรุปไว้ดังนี้

รายการ

US.$

บาท

เปอร์เซ็นต์

สินค้า 2 รายการ

142.90

5,651

72.46

ค่าขนส่ง

36.00

1,424

18.26
ค่าภาษีและ VAT

-

724

  9.28
รวม

-

7,799

100.00

--------------------------------------------------------------------------------------------
การติดตามความคืบหน้าในการส่งของ (Track Shipments)

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2551 ผมได้สั่งซื้อเลนส์ Telephoto Conversion Lens   เพื่อมาใช้กับกล้องวิดีโอ
HDR-SR11E โดยสั่งจาก bhphotovideo.com เช่นเดิม โดยใช้วิธีตัดบัญชีบัตรเครดิต ซึ่งคำนวณ
แล้ว จะถูกกว่าซื้อในประเทศประมาณ 2,000 บาท หลังจากได้อีเมล์ตอบรับการสั่งซื้อแล้ว เขาก็จะให้ Tracking
Number มา ซึ่งเราจะเข้าไปตรวจดูความคืบหน้าในการส่งของได้ ตามที่แสดงไว้ข้างล่างนี้ รวมทั้งสิ้น ใช้เวลา
ประมาณ  3 วันครึ่ง ก็ได้รับของ มาส่งถึงบ้าน

Hit Counter
Update ล่าสุด 18 ต.ค. 2551