Digital Photography   Audio & Video   Computer Accessories   Software Applications | Miscellaneous | Home
....

Drinking Water Quality Test
การทดสอบคุณภาพน้ำดื่มแบบง่ายๆ

  น้ำที่ใช้ดื่มในบ้านเรือน ที่พักอาศัย คอนโดมิเนียม หอพัก และสำนักงานขนาดเล็กโดยทั่วๆไป จะมาจาก 1) การนำน้ำประปามากรองผ่านเครื่องกรองน้ำที่ได้มาตรฐานโดยมีหลอด UV ฆ่าเชื้อโรค หรือเครื่องกรองน้ำแบบ Reverse Osmosis  2) การนำน้ำประปามาต้มให้เดือดแล้วปล่อยให้เย็นลงจึงนำมาใช้เป็นน้ำดื่ม 3) น้ำบรรจุขวดขนาดต่างๆ น้ำจากตู้หยอดเหรียญ หรือน้ำจากเครื่องที่ใช้ระบบกรองน้ำ Reverse Osmosis (R.O.) เป็นต้น น้ำดื่มที่เป็น้ำสะอาดจะมีแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายโดยมีมาตรฐานกำหนดตัววัดคุณภาพหลายรายการและค่าที่นิยมวัดกันได้ง่ายคือค่า Total Dissolved Solids (TDS) ซึ่งมาตรฐานน้ำดิ่มทั่วไปค่า TDS ไม่ควรเกิน 500 สำหรับน้ำดื่ม R.O. นั้นถือได้ว่าเป็นน้ำบริสุทธ์ที่ถูกคัดกรองเอาแร่ธาตุต่างๆออกไป ดังนั้นจึงมีค่า TDS ต่ำมาก เช่นประมาณ 3 - 30 (ไม่ควรเกิน 50) ตัววัดคุณภาพน้ำอีกตัวหนึ่งที่นิยมใช้กันคือการวัดค่าความเป็นกรด ด่างของน้ำ หรือ pH ย่อมาจาก Potential of Hydrogen Ion โดยใช้ pH Tester ซึ่งน้ำดื่มควรมีค่า pH ระหว่าง 6.5 - 8.5 (ค่าที่แนะนำ 7.35 - 7.45)
  1. วัตถุประสงค์ของการทดสอบ : เป็นการทดสอบง่ายๆแบบชาวบ้าน ซึ่งผลการทดสอบของแต่ละบ้านต่างสถานที่กันจะแตกต่างกันออกไปตามคุณภาพของน้ำจากโรงผลิตน้ำต่างๆที่ส่งผ่านระบบท่อประปามายังบ้านเรือน วัตถุประสงค์ของการทดสอบ มีดังนี้
1)  พื่อตรวจเช็คคุณภาพของน้ำประปาที่ใช้ในบ้านว่ามีค่า TDS ละ pH ท่าไร และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรหรือไม่ในช่วงเวลาต่างๆ เพราะแม้ว่าน้ำประปาจะผลิตออกมาได้มาตรฐานมีความปลอดภัย แต่เมื่อไหลผ่านระบบท่อหรือมีการสูบน้ำหรือมีการบำรุงรักษาซ่อมแซม ท่อแตก ท่อรั่ว รวมทั้งระบบท่อน้ำในบ้านที่อาจจะเก่าหรือมีการใช้ปั๊มน้ำ ดังนั้น น้ำที่เปิดออกมาจากก๊อกอาจจะมีสิ่งเจือปนเข้ามาได้
2
น้ำประปาที่นำมาต้มจนเดือดแล้วปล่อยให้เย็นลงเพื่อนำไปดื่มนั้น มีค่า TDS ละ pH ตกต่างไปอย่างไร
3
)  น้ำที่ผ่านเครื่องกรองมีค่า TDS ละ pH ท่าไร และประสิทธิภาพของการกรองเป็นอย่างไร เมื่อไรควรเปลี่ยนใส้กรองน้ำ
  2. อุปกรณ์เครื่องวัดที่ใช้ : ใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า Multifunction Water Quality Tester ามรูปที่ 1 ซึ่งสามารถวัดค่าต่างๆได้คือ TDS, EC, pH, Salinity ละ Temperature เป็นอุปกรณ์ที่มีราคาไม่แพงนัก วัดค่าได้รวดเร็วและมีความแน่นอนดีพอสมควร ค่าที่วัดได้เพียงพอกับความต้องการทราบทั่วๆไปที่ไม่ถึงขนาดเป็นห้องทดสอบหรือถ้าต้องการเพียงวัดค่า TDS ก็อาจใช้เครื่องวัดที่มีราคาถูกเรียกว่า TDS Tester ได้ ตามรูปที่ 2
 


รูปที่ 1 เครื่องวัดคุณภาพน้ำ แบบ 5 In 1 Water Quality Tester

 


รูปที่ 2 เปรียบเทียบเครื่องวัดคุณภาพน้ำ

 


รูปที่ 3 ค่า pH ของน้ำ

 

  3. ผลการทดสอบ : ผลการทดสอบดังต่อไปนี้ ได้มาจากการวัดค่าโดยใช้ Multifunction Water Quality Tester ที่บ้านของผู้เขียน ซึ่งถ้าไปวัดที่อื่นค่าจะแตกต่างกันออกไป ค่าที่แสดงเป็นเพียงค่า Indicative ท่านั้น

3.1  น้ำประปาจากก๊อกในบ้าน : การทดสอบวัดค่า TDS และ pH ของน้ำประปา ณ เวลาต่างๆ แสดงได้ตามตารางที่ 1

ตารางที่ 1  ค่า TDS และ pH ของน้ำประปา

  วันที่   10 . 12 . 14. 16 . 18 .  
  21/3/2563 TDS 172 177 171 193 197  
    pH 7.36 7.47 7.48 7.48 7.56  
  22/3/2563 TDS 161 180 180 172 175  
    pH 7.48 7.47 7.39 7.47 7.52  

3.2  น้ำประปาหรือน้ำที่กรองแล้วนำมาต้จนเดือดแล้วทิ้งไว้ให้เย็: น้ำประปาที่นำมาต้มจนเดือดเพื่อฆ่าเชื้อโรคแล้วทิ้งไว้ให้เย็นจึงนำมาดื่มนั้น พบว่าจะมีค่า TDS สูงขึ้น การทดลองใช้น้ำ 1 ถ้วย (250 cc.) ค่า TDS เพิ่มขึ้นประมาณ 8.5 - 9.0 % แต่ไม่เกินมาตรฐานที่กำหนด ทำนองเดียวกัน ถ้านำน้ำที่กรองแล้วมาต้มจนเดือดแล้วทิ้งไว้ให้เย็น พบว่าค่า TDS เพิ่มขึ้นประมาณ 13 - 15 % ในการทดลองยังพบว่า น้ำประปาจะมีค่า pH 7.36 - 7.56 แต่เมื่อนำมาต้มจนเดือดแล้ว ค่า pH จะสูงขึ้นเป็น 8.8 - 8.9 คือมีความเป็นด่างมากขึ้น

3.3  น้ำที่ผ่านเครื่องกรองน้ำมีหลอดไฟ UV : ในกรณีย์ที่น้ำประปามีคุณภาพดีอยู่แล้ว เมื่อผ่านเครื่องกรองน้ำพบว่าค่า TDS ของน้ำที่ออกจากก๊อกและน้ำที่กรองแล้วจะใกล้เคียงกัน แต่น้ำกรองจะได้รับการฆ่าเชื้อโรคโดยลำแสง UV ซึ่งทำให้นำไปดื่มได้โดยไม่ต้องนำไปต้ม แต่ถ้านำน้ำที่กรองแล้วไปต้มจนเดือด ค่า pH จะเพิ่มสูงขึ้นไปถึง 9.1 - 9.2

 
 


รูปที่ 4  การวัดค่า TDS และ pH ของน้ำ
 

 


รูปที่
5  การวัดค่า TDS

 
 

4. เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายของน้ำดื่ม :

1) 
น้ำดื่มบรรจุขวด : น้ำดื่มบรรจุขวดมีราคาเฉลี่ยจากลิตรละ 4.30 ถึง 7.60 บาท

2)  น้ำดื่มที่ผ่านเครื่องกรอง 4 ขั้นตอนและมีหลอด UV : ราคาน้ำดื่มต่อลิตรคำนวณจากค่าเครื่องกรอง 9,000 บาท ค่าใส้กรอง 1,780 บาท เปลี่ยนใส้กรองปีละครั้ง และหลอด UV ราคา 2,000 บาท เปลี่ยนหลอดทุกๆ 2 ปี ค่าใช้จ่ายรวมในระยะเวลา 10 ปีเท่ากับ 36,800 บาท และสมมติว่าใช้น้ำวันละ 6 ลิตร ดังนั้น ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของน้ำกรองจะประมาณลิตรละ 1.68 บาท

3)  น้ำดื่มจากตู้หยอดเหรียญ : น้ำจากตู้หยอดเหรียญโดยทั่วๆไปขายลิตรละ 1.00 บาท

4)  น้ำดื่มจากน้ำประปาต้ม : ถ้านำน้ำประปามาต้มด้วยกาต้มน้ำไฟฟ้า น้ำ 1 ลิตรจะใช้พลังงานไฟฟ้าประมาณ 0.10 หน่วย คิดเป็นค่าใช้จ่าย 0.46 บาท
 

  5. ข้อสรุปเบื้องต้น :

1) 
ถ้าไม่มีหรือไม่ต้องการใช้เครื่องกรองน้ำสามารถนำน้ำประปามาต้มและเมื่อทิ้งไว้ให้เย็นบรรจุใส่ขวดหรือภาชนะนำไปดื่มได้ แต่ในการนำน้ำมาต้มนั้น ควรจะเช็คค่า TDS ว่าสูงเท่าไร แม้มาตรฐานจะกำหนดไว้ที่ 500 แต่ก็ไม่ควรให้เกินกว่า 380 - 400 อนึ่งการดื่มน้ำต้มไปนานๆนั้น ควรจะต้องระวังเรื่องสารตกค้างและตะกรันในน้ำด้วย และยังต้องระวังเรื่องความปลอดภัยจากความร้อน จากน้ำร้อนลวก เป็นภาระในการจัดทำถ้าต้องใช้น้ำจำนวนมากทุกๆวัน

2 การใช้เครื่องกรองน้ำแบบที่มีใส้กรองหลายอันและมีหลอดไฟ UV ฆ่าเชื้อโรคนั้นจะสะดวกและปลอดภัย น้ำที่ผ่านการกรองวรจะมีค่า TDS น้อยลงถ้าใส้กรองยังใช้ได้ดีอยู่ และควรต้องเปลี่ยนใส้กรองตามกำหนด

3 สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกในการต้มน้ำหรือติดตั้งเครื่องกรองน้ำ ก็สามารถใช้น้ำดื่มบรรจุขวดหรือน้ำจากตู้หยอดเหรียญ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้ำ R.O. ได้ โดยน้ำประเภทนี้จะมีค่า TDS ต่ำมาก ถือเป็นน้ำบริสุทธิ์ที่ได้กรองเอาแร่ธาตุ สารต่างๆและจุลินทรีย์ออกจนหมด (ถ้าตู้น้ำหยอดเหรียญได้รับการดูแลอย่างดีและเปลี่ยนใส้กรองามกำหนด)

4)  การวัดคุณภาพของน้ำดื่ม โดยการวัดค่า TDS อย่างเดียวนั้นพอจะเช็คคุณภาพน้ำได้ ซึ่งน้ำประปา น้ำดื่มโดยทั่วๆไปจะมีค่า TDS ต่ำกว่า 500 แต่การวัดค่า pH ด้วย จะช่วยให้ทราบความเป็นกรด ด่าง ของน้ำ ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากขึ้นในการพิจารณาน้ำที่ใช้ดื่ม
 

References :

1. เช็คสักนิด 5 วิธี เช็คน้ำดื่ม, Line Today 

2. เครื่องกรองน้ำได้สะอาดจริงหรือ
3. มารู้จัดหลอด UV หรือหลอดฆ่าเชื้อ
4. ตะกรันในหม้อต้มน้ำทำให้คุณเป็นนิ่วได้!

 

 

หมายเหตุ : บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูล เผยแพร่ความรู้และประสบการณ์สำหรับผู้ที่สนใจ ผู้เขียนไม่ได้ขายหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการขายอุปกรณ์ต่างๆที่นำมาแสดง

  
....................................................................................................................................................................................................................................................
จากวันที่ 21 มี.. 2563
ปรับปรุงล่าสุด : 25 มี..2563