Digital Photography   Audio & Video   Computer Accessories   Software Applications | Miscellaneous | Home
 

เครื่องฟอกอากาศและการปรับความชื้น
(Air Purifier
with Humidifying Function)
 

 
  มลภาวะในอากาศมีมากขึ้น โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ ที่มีคน รถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรม และการก่อสร้าง เป็นจำนวนมาก  ฝุ่นละออง ควันและแกสจากไอเสียของรถยนต์ เขม่า รวมทั้งเชื้อโรคต่างๆ ปะปนในอากาศมากยิ่งขึ้น จะเห็นได้ว่า บ้านที่อยู่ใกล้ถนนจะมีฝุ่นมาก และคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ก็มากขึ้น ดังนั้น เครื่องฟอกอากาศจึงเป็นอุปกรณ์ที่มีผู้นิยมใช้ แม้ว่าจะมีราคาค่อนข้างแพง
 
 
  1.  เครื่องฟอกอากาศ (Air Purifier)

เครื่องฟอกอากาศที่ใช้ตามบ้าน จะมีขนาดให้เลือกตามขนาดของห้อง เช่น 26, 38 และ 48 ตารางเมตร เป็นต้น หลักการก็คือใช้พัดลมดูดอากาศเข้าไปในตัวเครื่อง โดยผ่านแผ่นกรอง (Filters) แบบต่างๆ จากนั้น ก็ส่งอากาศบริสุทธิออกมา  การดูดอากาศเข้าไปในเครื่องนั้น ขึ้นอยู่กับความแรงของพัดลมด้วย

เครื่องฟอกอากาศ มีแบบต่างๆ ดังนี้
1. แบบที่ใช้แผ่นกรองคาร์บอน (Carbon Air Purifier) ดูดกลิ่นสกปรกและกลิ่นอับชื้น   ในอากาศ
2.
แบบที่ใช้ประจุไฟฟ้า (Ionic Air Purifier) สามารถกำจัดฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศ
3.
แบบประสิทธิภาพในการกรองสูง (High Efficiency Particle Arresting - HEPA)
4.
แบบผสม เป็นแบบที่รวมข้อดีต่างๆ มาไว้ด้วยกัน

เครื่องฟอกอากาศรุ่นใหม่ได้เพิ่ม Features ต่างๆเข้ามาอีก เช่น การปรับความชื้นให้พอเหมาะ โดยมีถังน้ำไว้ในตัวเครื่อง มีความจุน้ำประมาณ  3 - 4 ลิตร  มีตัวเลขดิจิตอลแสดงเปอร์เซ็นต์ความชื้นในอากาศและมีมอนิเตอร์สำหรับตรวจจับฝุ่น และบางรุ่น ก็สามารถตรวจจับกลิ่นได้ด้วย  เครื่องฟอกอากาศที่ใช้สำหรับห้องขนาดใหญ่ ก็จะมีพัดลมดูดและส่งอากาศที่แรงขึ้นและใช้ไฟฟ้ามากขึ้นด้วย ในขณะนี้ มีเครื่องปรับอากาศที่มีระบบฟอกอากาศรวมไว้ในเครื่องเดียวกันออกมาจำหน่ายแล้ว
 
 
 
  เครื่องฟอกอากาศ Sharp Plasmacluster รุ่น KC - 850 TA

รูปที่ 1  เครื่องฟอกอากาศ Sharp รุ่น KC - 850TA

รูปที่
2  ด้านที่ดูดอากาศเข้า และช่องจ่ายอากาศออกทางด้านบน
 
 
 
 
 
รูปที่ 3  แผ่นกรอง (Filters)

รูปที่
ด้านหน้าและปุ่มควบคุมต่างๆทางด้านบน

รูปที่ ถังใส่น้ำความจุ 4 ลิตร
 
 
 

วิดีโอแสดงเครื่องฟอกอากาศ Sharp KC - 850 TA
 
ชมวิดีโอที่ Post ขึ้น YouTube
(1:33 นาที)

 
 


 

 
 


รูปที่ 6  ปุ่มควบคุมต่างๆ
 

 
  การใช้ไฟฟ้า

เมื่อกดปุ่ม Clean Air ON : การใช้ไฟฟ้าที่วัดได้ ขึ้นอยู่กับความเร็วของพัดลม ดังนี้
Fan Speed
1 ใช้ไฟฟ้า  7 วัตต์  (พัดลมอ่อน)
Fan Speed
2 ใช้ไฟฟ้า 15 วัตต์ (พัดลมแรงปานกลาง)
Fan Speed
3 ใช้ไฟฟ้า 38 วัตต์ (พัดลมแรงสุด และมีเสียงดัง)
Fan Speed
4 ใช้ไฟฟ้า 12 วัตต์ (พัดลมแรงปานกลาง)
Fan Speed
5 ใช้ไฟฟ้า  5 วัตต์  (พัดลมอ่อน)
 
 
  2.  เครื่องฟอกอากาศพร้อมไอน้ำ Sharp รุ่น KC - A40TA

ครื่องฟอกอากาศพร้อมไอน้ำรุ่นใหม่ของ Sharp ที่ใช้เทคโยโลยี Plasmacluster ที่น่าสนใจคือรุ่นใน Series ใหม่ ได้แก่ KC - A60TA, KC - A50TA และ KC - A40TA ซึ่งมีสีขาวและสีดำให้เลือก การออกแบบบ ได้มีการปรับปรุงขึ้น เช่น มีล้อสำหรับเข็นได้ ถังใส่น้ำ ออกแบบดีขึ้น และมีหูหิ้วเพื่อความสะดวกในการนำไปเติมน้ำ สำหรับไฟแสดงการทำงานนั้นอยู่ทางด้านหน้าด้านขวา และมีปุ่ม Child Lock เป็นต้น
 
 
 


รูปที่ 7  เครื่องฟอกอากาศพร้อมไอน้ำ Sharp KC - A40TA
 

 
 

 วิดีโอแสดงเครื่องฟอกอากาศ Sharp KC - A40TA
 ชมวิดีโอที่ Post ขึ้น YouTube
(1:57  นาที)

 
 


 

 
 


รูปที่ 8  เครื่องฟอกอากาศพร้อมไอน้ำ  แสดงไฟมอนิเตอร์
 

 
  การใช้ไฟฟ้า

เมื่อกดปุ่ม Clean Air ON : การใช้ไฟฟ้าที่วัดได้ ขึ้นอยู่กับความเร็วของพัดลม ดังนี้
Fan Speed
1 ใช้ไฟฟ้า  7 วัตต์  (พัดลมอ่อน)
Fan Speed
2 ใช้ไฟฟ้า 16 วัตต์ (พัดลมแรงปานกลาง)
Fan Speed
3 ใช้ไฟฟ้า 23 วัตต์ (พัดลมแรงสุด)
Fan Speed
4 ใช้ไฟฟ้า 14 วัตต์ (พัดลมแรงปานกลาง)
Fan Speed
5 ใช้ไฟฟ้า  6 วัตต์  (พัดลมอ่อน
 
 
  การปรับความชื้นในห้อง (Humidifying Function)

เมื่อกดปุ่ม Clean Air & Humidify ON เครื่องจะทำงานโดยปรับความชื้นในห้องให้อยู่ในภาวะที่รู้สึกสบาย Function นี้ จะทำงานได้ เมื่อมีน้ำในถังน้ำเพียงพอ ถ้าน้ำในถังหมดลง เครื่องจะเตือน โดยมีไฟแดงกระพริบที่ Humidity Light (ดูรูปที่ 8)

อนึ่ง การทดลองพบว่า ถ้าเปิดเครื่องปรับอากาศไว้ ความชื้นสัมพัทธ์ (Relative Humidity) ของอากาศภายในห้องจะลดลง เช่น ลดลงจาก 55%  เป็น 50% ภายในเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง ถ้าพบว่าความชื้นลดลงมากเกินไปก็อาจจะกดปุ่มปรับความชื้นของเครื่องให้ทำงาน โดยทั่วๆไป สำหรับประเทศในเขตร้อนอากาศบางเวลาอาจจะมีความชื้นมากอยู่แล้ว และเครื่องปรับอากาศจะช่วยให้ความชื้นลดลงพอสบายจึงอาจจะใช้ หรือไม่ใช้การปรับความชื้นของเครื่องฟอกอากาศ ขึ้นอยู่กับการทดลองดูว่าแบบไหนให้ความสบายมากกว่ากัน แต่ถ้าจะใช้ Humidifying Function ก็ต้องหมั่นเติมน้ำเข้าไปในถังน้ำด้วย เพราะเวลาเครื่องทำงาน เปิดไว้ทั้งคืน ใช้น้ำมาก ตัวอย่าง เปิด Clean Air & Humidity ON จากเวลา 21.00 . ถึง 06.00 . รวมเวลา 9 ชั่วโมง เพิ่มความชื้นในห้องขึ้นไปได้ประมาณ 10%  ใช้น้ำไปเกือบ 2 ลิตร ซึ่งถ้าใช้แบบนี้ทุกวัน ก็อาจจะต้อง
ยกถังน้ำออกมาเติมน้ำทุกวัน ทำให้ไม่สะดวกและคนส่วนมากคงจะไม่ใช้
Feature นี้ นอกจากบางประเทศที่มีอากาศแห้งมากๆ

การทดลองเปิดเครื่องฟอกอากาศ ไว้ตลอดเวลา โดยใช้
Clean Air ON ในเดือน ก.. 2554 พบว่า ในเวลากลางวัน ความชื้นสัมพัทธ์ ประมาณ 60% ในตอนค่ำ เมื่อเปิดเครื่องปรับอากาศ ความชื้นลดลงเป็น 55% และค่อยๆเพิ่มขึ้นเป็น 58% และขึ้นถึง 65% หรือบางวัน ขึ้นถึง 70% ในช่วงประมาณ 04.00 . ซึ่งแสดงว่า ยังไม่จำเป็นต้องใช้ Humidifying Function  (การทดลองนี้ จะทำอีกในฤดูหนาว เพื่อวัดค่าความชื้น)

สำหรับน้ำที่เติมไว้ในถังนั้น ก็ยังมีประโยชน์ในกรณีที่ใช้ Ion Shower Mode ช่วยเร่งการพ่นประจุ + และ -  ออกมา เพื่อช่วยในการฆ่าเชื้อโรค
 
 
 


รูปที่ 9  ด้านหลังของเครื่อง และถังน้ำขนาด 3 ลิตร
 

 
   หมายเหตุ :
1.
เครื่องฟอกอากาศรุ่น KC - A40TA ไม่มีเซ็นเซอร์ตรวจจับกลิ่น (Odour Sensor)
2. ไม่มีรีโมทคอนโทรล (ทั้งๆที่ควรจะมีเพื่อความสะดวกในการใช้งาน เช่น ใช้ในห้องนอน ใช้เวลากลางคืน
)
 
 
 

 วิดีโอแสดงเทคโนโลยีของ Sharp Plasmacluster

 
 


 

 
  เครื่องฟอกอากาศรุ่นเก่าๆ

ในอดีต เมื่อประมาณ 7 - 10 ปีที่แล้ว เครื่องฟอกอากาศที่ดีเครื่องหนึ่งคือ National  ตามรูปที่ 10 ซึ่งในปัจจุบัน ยังมีแผ่น Filter ขายอยู่ (ราคาประมาณ 1,690 บาท)
 
 
 
 
รูปที่ 10  เครื่องฟอกอากาศรุ่นเก่า National CateChin Air Rich
 

รูปที่ 11  แผ่น Filter ของเครื่องฟอกอากาศ National รุ่นเก่า  และแสดงพัดลมดูดอากาศ
 
 
 
  การใช้ไฟฟ้าของเครื่องฟอกอากาศ National วัดได้ ดังนี้
Fan Speed
1 ใช้ไฟฟ้า  22 วัตต์ (พัดลมอ่อน)
Fan Speed
2 ใช้ไฟฟ้า  26 วัตต์ (พัดลมแรงปานกลาง)
Fan Speed
3 ใช้ไฟฟ้า  34 วัตต์ (พัดลมแรงสุด)
 
 
 

วิดีโอแสดงเทคโนโลยีของ Panasonic Nanoe

 
 


 

 
 

บทความที่จัดทำเพิ่มขึ้น @ 14 .. 2565

 
     
  เครื่องฟอกอากาศ Sharp รุ่น KC-G50TA  
 
สำหรับห้องที่มีขนาดใหญ่ การฟอกอากาศจำเป็นต้องใช้เครื่องฟอกอากาศที่ออกแบบให้ทำงานได้กับพื้นที่ขนาดใหญ่ๆ เช่น 38 ตารางเมตร แต่ในการใช้งานนั้น การฟอกอากาศ หรือ การลดค่า PM 2.5 จะได้ผลรวดเร็วในบริเวณใกล้ๆเครื่องก่อน และก็มีผู้ใช้หลายรายที่ซื้อเครื่องฟอกอากาศขนาดเล็ก จำนวนหลายเครื่อง วางกระจายออกไปสำหรับห้องขนาดใหญ่ ซึ่งการใช้เครื่องฟอกอากาศขนาดเล็ก 2 - 3 เครื่องจะถูกกว่าการใช้เครื่องฟอกอากาศขนาดใหญ่ 1 เครื่อง เป็นการพิ่ม Air Circulation และเลือกเปิด ปิดเครื่องแยกกันได้ตามความจำเป็น อาจช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้ (อ่านบทความ ข้อดี - ข้อเสีย Which is Better : One Large Air Purifier or Two Small Air Purifiers )
 
 
 


รูปที่ 12  เครื่องฟอกอากาศ Sharp รุ่น KC-G50TA (สำหรับห้องขนาดไม่เกิน 38 ตารางเมตร)
 

 
 


รูปที่ 13  แผงควบคุมการทำงาน
 

 
  เครื่องฟอกอากาศขนาดเล็ก Sharp รุ่FP - J30TA  
 
เครื่องฟอกอากาศขนาดเล็กที่ใช้กับห้องขนาดประมาณ 23 ตารางเมตร เป็นเครื่องที่มีราคาถูก (ประมาณ 2,300 - 2,500 บาท) ระบบพลาสม่าคลัสเตอร์ ใช้แผ่นกรองฝุ่น HEPA Filter และผู้เขียนได้นำมาใช้เสริมกับเครื่องขนาดใหญ่ในวันที่มีฝุ่นละออง PM 2.5 มากเกินมาตรฐานได้เป็นอย่างดี
 
 
 


รูปที่ 14  เครื่องฟอกอากาศ Sharp รุ่น FP-J30TA (สำหรับห้องขนาดไม่เกิน 23 ตารางเมตร)
 

 
 
รูปที่ 15  ด้านหลังของเครื่องและแผ่นกรอง
 
 
 
รูปที่ 16  แผงควบคุมการทำงาน
 
 
  ข้อมูลอื่นๆ  
 
1.  Can you use multiple air purifiers together?
Techincally, not always, but it depends on the power of the air purifier and how many of that small air purifier is placed in your room. fr instance, if you combine two of the same size and you place them strategically in two places, the air purifiers can do their job of cleaning the entire room.
2. Which is Better : One Large Air Purifier or Two Small Air Purifiers

 
 
  หมายเหตุ :  บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่และแบ่งปันประสบการณ์ในการใช้เครื่องฟอกอากาศ (Air Purifier) ผู้เขียนไม่ได้ขาย หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโฆษณาสินค้าและการขายอุปกรณณ์ต่างๆที่นำมาแสดง  


วันที่ 6 .. 2554
ปรับปรุงล่าสุด : 14 .. 2565