Mobile Phone Related | Audio & Video | Computer Accessories  
   Software Applications | Miscellaneous |
Home
 

ผลงานและประสบการณ์
(Achievements & Experiences)

 
     
  จากรัฐวิสาหกิจสู่ภาคเอกชนและการปรับตัว
(From Government State Enterprise to Private Sector)
 
 

การย้ายออกมาจากรัฐวิสาหกิจ และมาทำงานที่กลุ่มบริษัท SC & C  คือบริษัท ไอบีซี เคเบิลทีวี ในระยะแรกจำเป็นจะต้องมีการปรับตัวบ้างพอสมควร เช่น
1. สถานที่ทำงานแห่งใหม่ ที่จอดรถในขณะนั้นคับแคบ ห้องทำงานตกแต่งทันสมัย สมกับตำแหน่ง แต่อาคารแรกมีขนาดเล็ก ห้องทำงานจึงไม่ใหญ่เท่าที่เคยทำอยู่ นอกจากนั้น บรรยากาศใกล้ที่ทำงาน เต็มไปด้วยร้าน ห้องแถว ไม่สง่างาม
2. ปรับเวลาการทำงานใหม่ เพราะบริษัทเริ่มทำงานแต่เช้า หรือทั่วไปเริ่ม 8.00 น.และเลิกเวลา17.30 น.และก็ทำในวันเสาร์อีกครึ่งวัน แต่โดยทั่วไป มักจะทำงานกันแบบไม่ต้องคำนึงถึงเวลาเลิกงาน ปกติก็กลับเวลา 18.30 - 19.30 น.
3. เอกสารการขออนุมัติและอื่นๆมีมากมาย เพราะมีเรื่องการจัดซื้อ การติดตั้งอุปกรณ์ ฯลฯ และในระยะแรก พนักงานเขียนบันทึกไม่เป็น เขียนแบบไม่มี Format และไม่มีระเบียบ เอกสารแนบก็มีมาได้ทุกรูปแบบ ตั้งแต่เอากระดาษมาแปะ ตัดเศษกระดาษมาใช้ ติดกระดาษ Paste It เป็นต้น ทำให้เกิดเอกสารหลุดหาย ตกหล่น สารพัด ซึ่งต่อมาได้มีการปรับปรุงและสร้างมาตรฐานต่างๆในการทำงาน การทำบันทึก วิธีการเสนอเรื่อง ฯลฯ จนเข้าระบบในที่สุด
4. การแต่งตัวของผู้บริหาร จะต้องแต่งตัวดี ใส่สูท ให้สมกับการเป็นนักธุรกิจ โดยเฉพาะตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป เพราะจะต้องพบปะกับนักธุรกิจอื่นๆ และมีการออกงานบ่อยๆ ดังนั้นจึงต้องมีบุคลิกและภาพพจน์ที่ดี เป็นการสร้าง Image
5. การเดินทาง ใช้รถยนต์ประจำตำแหน่งพร้อมมีคนขับ จึงสะดวกสบายขึ้น
6. เรื่องการทำงานหนัก ไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด เพราะเมื่ออยู่ กฟผ.ก็ทำงานหนักอยู่แล้วและส่วนใหญ่ก็ยังไปเปิดห้องทำงานในวันเสาร์ด้วย จึงไม่แตกต่างกันนัก กับการมาทำงานภาคเอกชน
7. การปรับตัวและเรียนรู้งานใหม่ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะธุรกิจย่อมไม่รอ และเป้าหมายของการทำธุรกิจมีอยู่ที่จะต้องรายงานผลประกอบการทุกๆ 3 เดือน นอกจากนั้น เรื่องที่สำคัญมากอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ด้านการตลาด หรือการขาย ซึ่งมีหลายๆงานที่แตกต่างจากการทำงานที่ กฟผ. โดยสิ้นเชิง เช่น ที่กฟผ.จะไม่ต้องไปห่วงเรื่องการตลาด หรือ Campagne หรือเรื่องบริการหรือ Complain จากลูกค้า แต่งานบริษัท เรื่องต่างๆมีเข้ามาทุกเรื่อง เช่น เรื่องการติดตั้งอุปกรณ์เรื่องการบริการลูกค้า และเรื่องโปรแกรมของภาพยนต์ กีฬา ข่าวสาร และความรวดเร็วในการให้บริการ และยังมีเรื่องของระบบคอมพิวเตอร์และ Software ที่ใช้กับธุรกิจ ซึ่งในขณะนั้นยังไม่สมบูรณ์
8. ในการทำงานกับบริษัทเอกชนนั้น เรื่องงบประมาณ ก็มีเหมือนๆกับรัฐวิสาหกิจ แต่จัดทำตามแนวทางการประกอบธุรกิจ เงินลงทุน เป็นของเจ้าของหรือผู้ถือหุ้น ดังนั้นการใช้จ่ายแม้จะง่ายกว่า คือขั้นตอนการอนุมัติง่ายและรวดเร็ว แต่ก็ต้องมีการพิจารณากลั่นกรองอย่างละเอียดการจัดซื้อ จะง่ายและรวดเร็วกว่า แต่ต้องทำโดยฝ่ายจัดซื้อที่เชื่อถือได้ในความซื่อตรง

อย่างไรก็ตาม หลังจากทำงานไปได้ ประมาณ 1 ปี ก็รู้แล้วว่าจะต้องมีการพัฒนา ปรับปรุงระบบต่างๆกันอีกมาก ซึ่งต่อมาได้ใช้เวลาอีกประมาณ 1 ปี ในการปรับปรุงและวางระบบต่างๆขึ้นอย่างได้ผลดี .....

 
     
  การนำความรู้เดิมและประสบการณ์มาใช้กับธุรกิจ  
 

งานที่ทำที่กลุ่มบริษัท SC & C โดยเฉพาะงานแรกคือเคเบิลทีวีนั้น มีงานหลายส่วนที่ผสมผสานเข้าด้วยกันทั้งด้านเทคนิค คือระบบไฟฟ้ากำลัง ไฟฟ้าสื่อสาร ด้านการตลาด ด้านการติดตั้ง การบริการลูกค้าด้านการเงินและบัญชี ฯลฯ คิดว่าเป็นสุดยอดของความยุ่งยากที่พึงจะมี ความรู้ที่มีมา ได้แก่ด้านไฟฟ้า ด้านการวิเคราะห์และวางแผน และด้านคอมพิวเตอร์ ดูเหมือนจะไม่เพียงพอที่จะรับมือได้ทั้งหมดแต่ความจริงแล้ว ก็สามารถรองรับสถานะการณ์ได้ดีพอสมควร นอกจากนั้นยังมีผู้จัดการด้านต่างๆมาช่วยดำเนินการ งานของผู้บริหาร จึงได้มีโอกาศในการบริหาร และวางระบบให้ดีขึ้น

เมื่อผมได้ย้ายมาทำหน้าที่ Vice President - Administration โดยมีเวลาประมาณ 6 เดือนเพื่อทำการวางระบบงานด้านการบริหารงานบุคคล (Human Resources Management) งานด้าน Corporate Affairs งานด้าน ศูนย์คอมพิวเตอร์ (IPSB - Information Processing Services Bureau) ในตอนนั้น ผมได้รีบเร่งพัฒนาระบบงานหลายอย่าง เช่น การจัดทำระบบ HRIS (Human Resources Information System) ระบบ Payroll ระบบพิมพ์ใบ Invoice ส่งลูกค้าโดยตรงจากเมนเฟรม ติดตั้งเครื่องพับซองโดยอัตโนมัติ ทำการ Renovate ศูนย์คอมพิวเตอร์ที่อาคารราชวัตร วางระบบและยกมาตรฐานงานด้าน Corporate Affairs จัดทำระบบ MIS แบบง่ายๆขึ้น โดยใช้เครื่อง Server และพัฒนาระบบงานอื่นๆเพื่อเตรียมนำมาใช้กับอาคารสำนักงานใหม่ คืออาคารชินคอร์ปอเรชั่นทาวเว่อร์ 1 ฯลฯ ซึ่งงานพัฒนาต่างๆที่กล่าวถึง สำเร็จลงได้ด้วยดี โดยการนำความรู้และประสบการณ์เดิมมาใช้ ประกอบกับได้ทีมงานด้านคอมพิวเตอร์ที่เก่งมากของ IPSB เข้ามาจัดทำ

 
  การบริหารงานก่อสร้างและความแปลกใหม่
(Construction Management)
 
 

วันหนึ่งในขณะที่ผมนั่งทำงานอยู่ในสำนักงานชินวัตรฯ ที่ราชวัตร ในขณะนั้นมีตำแหน่งเป็นExecutive Vice President - Operation ก็ได้มีคุณบรรพจน์ มาหา และนั่งคุยกันสั้นๆแบบตรงไปตรงมา ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที โดยคุณบรรพจน์แจ้งว่าฝ่ายบริหารอยากจะให้ผมไปคุมงานของ SC Asset Group ซึ่งเป็นธุรกิจส่วนตัว เกี่ยวกับด้านอสังหาริมทรัพย์ และงานที่จะต้องเข้าไปควบคุมดูแลที่สำคัญในขณะนั้นก็คือการก่อสร้างอาคารชินวัตรทาวเวอร์ 1 ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานใหญ่ของกลุ่มชินวัตร   คุณบรรณพจน์ได้ถามผมตรงๆว่าจะรับงานใหมโดยจะแต่งตั้งให้เป็น President SC Asset Group ซึ่งผมก็ได้ตอบไปในตอนนั้นเลยว่ารับเพราะ
1) รู้จักคุ้นเคยกับคุณบรรณพจน์มานาน เรียกว่าสนิทกันมาก่อน จึงให้ความไว้วางใจ
2) งานที่จะต้องไปทำมีความท้าทายสูง เพราะเป็นงานที่ขณะนั้นมีปัญหาด้านการบริหารงานก่อสร้างเพื่อที่จะให้อาคารออกมาสวยงาม ปลอดภัย และแล้วเสร็จโดยเร็ว
3) ถ้ารับงานใหม่ก็จะได้เลื่อนตำแหน่ง ซึ่งหมายถึงความก้าวหน้า ได้ขึ้นเงินเดือน ได้รถยนต์ประจำตำแหน่งใหม่ด้วย

ต้องสารภาพว่าผมไม่เคยทำงานด้านบริหารและควบคุมการก่อสร้างอาคารมาก่อน แต่คิดว่าคงจะทำได้ เพราะการก่อสร้างนั้น มีบริษัทออกแบบ วิศวกร สถาปนิก อยู่แล้ว แต่ที่ต้องเข้าไปดูแลควบคุมอย่างใกล้ชิด ก็คือ การควบคุมการดำเนินงาน แก้ปัญหาต่างๆนานากับผู้รับเหมากว่า30 ราย แก้ปัญหางานด้านระบบ ต้องมีความรู้เรื่องระบบไฟฟ้ากำลัง ระบบรักษาความปลอดภัยระบบลิฟท์ ระบบคอมพิวเตอร์ การวางระบบใยแก้วนำแสง การออกแบบศูนย์คอมพิวเตอร์ ฯลฯ

ในการเข้าไปควบคุมดูแลงานก่อสร้างอาคารชินวัตรทาวเวอร์ 1 ในเดือนแรก ต้องไปด้วยรถปิกอัพ วิ่งไปวิ่งมาระหว่างอาคารราชวัตรกับอาคารชินวัตรทาวเว่อร์ 1 ที่ถนนพหลโยธิน แต่หลังจากนั้นเห็นว่าถ้าจะไม่เหมาะ จึงตัดสินใจย้ายเข้าไปหาที่อยู่ชั่วคราวในอาคารชินวัตรทาวเวอร์ 1 โดยให้เลขาณุการ 2 คนตามไปด้วย การบริหาร ควบคุม ดูแลงานก่อสร้างอาคารชินวัตรทาวเวอร์ 1 นั้น เป็นงานที่ Challengeเป็นอย่างมาก ในระยะแรกลิฟท์ยังไม่มี จึงต้องเดินขึ้นไปทางบันไดจากชั้น 9 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดที่รถยนต์จะขึ้นไปจอดได้ (ลืมเล่าไปว่าในวันแรกที่ผมเข้าไปบริหารงานก่อสร้างอาคารนี้ ได้เดินจากชั้น 9 ไปถึงชั้น 31 หรือดาดฟ้าของอาคาร)

แม้ว่าการออกแบบและตกแต่งภายในอาคาร ซึ่งนอกจากจะมีสำนักงานของบริษัทและหน่วยงานต่างๆแล้ว ยังมีสำนักงานของฝ่ายบริหารอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะต้องมีการตกแต่งและใช้เฟอร์นิเจอร์แบบพิเศษ รวมทั้งการก่อสร้างห้องประชุม Board ห้องประชุมอื่นๆ ห้องสัมมนาห้องอาหาร (Canteen) และ Sky Lounge เป็นต้น   และโดยที่ในขณะนั้น กลุ่มชินวัตร มีการเติบโตและขยายงานอย่างรวดเร็วมาก มีความเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งผู้บริหาร และมีผู้บริหารใหม่ๆเข้ามาเพิ่ม จึงทำให้ต้องมีการเพิ่มสำนักงานของผู้บริหาร มีการเปลี่ยนแบบภายใน มีการรื้อแบบเก่าทิ้ง และจัดแบบใหม่ จึงเป็นงานที่ Dynamic มาก
 

 
  การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในการนำ SAP มาใช้  
 

ธุรกิจของกลุ่มบริษัท SC & C นั้นได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้องมีการพัฒนาระบบงานต่างๆ เพื่อให้การบริหารงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ทางฝ่ายบริหาร จึงได้เห็นว่าจะต้องปรับปรุงระบบคอมพิวเตอร์ทั้ง Hardware และ Software ใหม่ จึงได้ตั้งผมเป็นประธานคณะกรรมการทำการคัดเลือก Software ตามโครงการ ISP หรือ Integrated Software Project

ในขณะนั้น มี Software ดีๆให้เลือกอยู่ 2 - 3 ราย แต่จากการศึกษาและดูงานพบว่า Software SAP (System Application Product) ของประเทศเยอรมันดีที่สุด จึงได้ทำการจัดซื้อเพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับบริษัทต่างๆในกลุ่มบริษัท SC & C

เดิมนั้น ได้มีผู้เสนอราคาการพัฒนาและเปลี่ยนระบบต่างๆ เป็นเงิน 250 ล้านบาท โดยใช้คนในหน่วยงานคอมพิวเตอร์ของ SC & C เป็นทีมดำเนินงาน  ต่อมา เมื่อได้แต่งตั้งผมเป็นผู้อำนวยการโครงการ ISP แล้ว จึงได้ทำการประเมินราคาโครงการใหม่ ซึ่งรวมถึงการจ้างที่ปรึกษาด้วยเป็นงบประมาณ 160 ล้านบาท และได้ตั้งทีมงาน รวมทั้งผู้ใช้จาก Business Unit (BU) ต่างๆมาร่วมในการ Implementation สำหรับที่ปรึกษานั้น จ้างบริษัท IBM (ประเทศไทย) ซึ่งได้ส่งผู้ชำนาญการมาจากสิงคโปร์ มาช่วยแนะนำ (เพราะเราไม่เคยทำมาก่อน และ SAP เป็นซอฟท์แวร์ที่ยุ่งยากมาก) ซึ่งในที่สุด ก็สามารถนำ SAP มาใช้ได้ภายในกำหนดและใช้งบประมาณไปประมาณ 150 ล้านบาท

 
  SAPSigning.jpg (36661 bytes)
พิธีลงนามในสัญญาว่าจ้างที่ปรึกษา โครงการ Integrated Software Project (ISP)
 
 
 

การที่ได้ Implement นำ SAP มาใช้กับงานต่างๆของกลุ่มบริษัท (กว่า 30 บริษัท) ในระยะแรกๆ ก็พบปัญหา อุปสรรคมากมายแต่ด้วยการที่มีทีมงานทางด้านคอมพิวเตอร์ที่เก่ง และทำงานอย่างจริงจัง และเนื่องจากได้มีการวางระบบงานหลายๆอย่างเอาไว้แล้วเช่น งานด้านจัดซื้อ งานพัสดุ งานด้าน Human Resources ฯลฯ ประกอบกับที่ปรึกษาที่มาจากสิงคโปร์นั้นเก่งมาก ดังนั้น จึงประสบความสำเร็จในการนำ SAP มาใช้กับกลุ่มบริษัท

 
  การเป็น Entrepreneur  
 

คำว่า Entrepreneur (ภาษาฝรั่งเศษ อ่านว่า อองเทรอเพรอเนอ หรือคนไทยอ่านว่า เอนเทอเพรอเนอ แปลว่า someone who organizes a business venture and assumes the risk for it [syn: enterpriser] ซึ่งมีความหมายลึกซึ้งดีแล้ว คือ ผู้ที่ประกอบการหรือสร้างธุรกิจขึ้นมาและยอมรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

ภายหลังจากที่ผมได้จัดทำเว็บไซต์ www.bangkoksite.com ขึ้นได้ระยะหนึ่ง ก็มีความคิดว่าน่าจะหารายได้จากเว็บไซต์ เพราะในขณะนั้น บางเว็บไซต์มีคนเข้าชมมาก และมีข่าวว่ามีคนต้องการซื้อในราคาแพง ดังนั้น จึงได้มาลองคิดดูว่า เว็บไซต์จะทำอะไรได้บ้าง เช่น หารายได้ทางโฆษณา และบางทีอาจจะขายของทางเว็บไซต์ ทำนองอีคอมเมิร์ซ หรือแม้แต่รับจ้างทำเว็บไซต์ด้วย ต่อมาจึงได้ศึกษาเรื่องการจัดตั้งบริษัทขึ้นมา และได้ขอจดทะเบียนตั้งบริษัท ชื่อ อินโฟซิสเทค จำกัด (Info Systech Co.,Ltd.) ขึ้น

การจัดตั้งบริษัท ไม่ได้ยุ่งยากนัก เพราะใช้บริการ คือจ้างเขาดำเนินการให้ ยอมเสียเงินค่าจ้าง ก็ทำได้อย่างรวดเร็ว เมื่อมีผู้ก่อตั้งบริษัทแล้ว ก็ต้องมีทุนจดทะเบียน มีผู้ถือหุ้น และมีสำนักงาน รวมทั้งเรื่องการจด VAT ด้วย และที่ขาดไม่ได้ก็คือการจ้างผู้ทำบัญชีหรือสำนักงานบัญชี ทุกอย่างทำได้หมด และเริ่มมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น แต่สิ่งที่มือใหม่อย่างผม ยังไม่ได้คำนึงถึงมากนักก็คือ การหารายได้มาเข้าบริษัท แต่อย่างไรก็ตามถ้ามัวแต่คิดมากในตอนแรกก็ไม่มีวันจะมีบริษัทกับเขาได้

ในระยะแรกๆ ได้มีผู้ร่วมงาน 2-3 คน แบ่งหน้าที่กัน เช่นด้านการตลาด ด้านพัฒนา และพอมีรายได้เข้ามาบ้างเพียงเล็กน้อย ทั้งนี้เพราะยังมีงานหลักทำอยู่ เรื่องงานบริษัทส่วนตัวเป็นเพียงแค่งานอดิเรก หรืองาน Part Time เท่านั้น

ต่อมาเมื่อได้รับมอบหมายให้ทำการพัฒนาและจัดทำเว็บไซต์ไทยตำบลดอทคอม จึงได้เสนอขอใช้บริษัท อินโฟซิสเทค จำกัด เป็นผู้รับงาน ซึ่งทำให้บริษัทมีรายได้เป็นประจำเข้ามา แต่ก็ไม่ได้มุ่งทำกำไรอะไรเพราะเป็นงานที่ต้องทำให้มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด

เว็บไซต์ Bangkoksite.com นั้นจัดทำเป็นภาษาอังกฤษตั้งแต่ต้นมา และเป็นที่รู้จักและแพร่หลายพอควรต่อมา ได้มีบริษัทต่างประเทศที่ทำการรับจองโรงแรมมาชวนให้เป็น Affiliate Member ของเขา คือถ้ามีคนเข้ามาดูที่ Bangkoksite.com แล้วจองโรงแรม เราก็จะได้ส่วนแบ่งหรือ Commission ด้วยซึ่งก็ทำให้ บริษัทอินโฟซิสเทค มีรายได้เข้ามาอีกทางหนึ่ง (แต่ไม่มากนัก)

ในปี 2545 ได้มีญี่ปุ่นรายหนึ่งติดต่อมาทางอีเมล์ ประสงค์จะซื้อสินค้า 2-3 รายการ และได้ส่งรูปสินค้ามาให้ดูด้วย ผมจึงได้พยายามหาสินค้า และเมื่อเขามากรุงเทพฯก็ได้พบกันและนำสินค้าไปแสดงให้ดูโดยเปิดห้อง Business Center ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง แต่เขาซื้อยากมาก ในที่สุด ก็สั่งสินค้ามีมูลค่าประมาณ 80,000 บาท (ซึ่งรวมค่าขนส่ง และอื่นๆทุกอย่างแล้ว) โดยให้ส่งไปที่ โอกินาวา ในตอนนั้น เรื่องการส่งออกผมไม่เคยทำมาก่อนไม่รู้เรื่องเลย จึงได้ปรึกษาผู้ที่ทำการส่งออกและบริษัทที่ทำ Freight Forwarder ซึ่งได้ไปทำการจดทะเบียนและทำบัตรประจำตัวผู้ส่งออก พอทำเสร็จ เย็นวันนั้นของก็ส่งขึ้นเครื่องบินไปโอกินาวาทันที โดยไม่ได้มีการวางมัดจำไว้ก่อน ลองเสี่ยงดู แต่เขาก็ซื่อตรง โอนเงินให้โดบระบบ Telex Transfer ทันทีเมื่อได้รับของแล้ว งานแรกนี้สนุกมากได้กำไรมานิดหน่อย

การใช้จ่ายเงินเมื่อทำธุรกิจ
ธุรกิจที่ทำนั้นมีขนาดเล็กๆ เพราะพวกเราที่รวมกันก่อตั้งบริษัท และผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ทำธุรกิจเองเป็นแค่ลูกจ้างบริษัทอื่นๆเท่านั้น ดังนั้น งานที่ทำจึงเป็นเพียงแค่งานเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต จึงมีคนบางคนกล่าวว่า เราไม่ได้อยู่ในธุรกิจ (We are not in business) ที่แท้จริง แต่อย่างไรก็ตาม ที่ทำมาถือว่าเป็นจุดเริ่มต้น (คงจะไม่สายเกินไป) ทำให้ได้เรียนรู้และมีประสบการณ์เพิ่มขึ้น

ในสมัยที่ทำงาน กฟผ. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ เป็นของรัฐบาล ทำงานตามหน้าที่ที่กำนด ใช้เงินตามงบประมาณ ใครเป็นเจ้าของเงิน เราไม่เคยเห็นหน้า เพราะเป็นของรัฐ และเงินส่วนหนึ่งก็มาจากภาษีของประชาชน ต่อมาเมื่อทำงานบริษัทเอกชน เรารู้ว่าใครเป็นเจ้าของเงิน คือเจ้าของบริษัท และผู้ถือหุ้น ที่มีรายใหญ่ๆให้เห็นอย่างชัดเจน   และต่อมา เมื่อมาตั้งบริษัทเล็กๆเอง หุ้นใหญ่ที่สุดก็คือผมเอง (แต่เงินนิดเดียว) การใช้จ่ายเงินของบริษัท ก็คือใช้เงินของผม (It's my money) เป็นส่วนใหญ่ อันนี้เห็นได้อย่างชัดเจน ดังนั้นเราจึงต้องระมัดระวังในการใช้จ่ายมาก

 
     


 

ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค .2548
ปรับปรุงล่าสุด : 17 ก.ย. 2568