Mobile Phone Related | Audio & Video | Computer Accessories  
   Software Applications | Miscellaneous |
Home
 

ประวัตินามสกุล I ประวัติพระยาประมูลธนรักษ์ I Family Tree I ประวัติส่วนตัว  I บันทึกการศึกษา  I  การปฎิบัติงานและดูงาน  I  ครอบครัว   I กลับไปหน้าแรก
 

 
 

การเรียนที่ OSU

 
 

 
   
 

ผมคงจะเล่าสั้นๆ เพราะความจริงมีเรื่องที่เขียนได้มาก เมื่อไปถึงอเมริกา สมัยนั้น ปี 2506 เราต้องไปรายงานตัวที่ Washington DC ก่อนเพื่อรับการปฐมนิเทศน์ (Orientation) เป็นเวลา 2 สัปดาห์ และได้เที่ยวบ้าง แต่แม้ว่าผมจะสอบภาษาอังกฤษที่ เอยูเอ ได้แกรมมาร์ 97% แต่เรื่องการฟังและพูด คนไทยที่ไปใหม่จะมีปัญหามาก ถ้าอยู่ในเมืองใหญ่ๆ อย่าง San Francisco จะฟังออกเป็นส่วนใหญ่ แต่เวลาเราพูดฝรั่งฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง งเป็นเพราะพูดช้าและออกสำเนียง Accent ได้ไม่ชัด  จาก Washington DC ก็บินไปที่ Portland Oregon และต่อเครื่องบินเล็กไปลงที่เมือง Corvallis ที่ตั้งของ Oregon State University ซึ่งเป็นเมืองมหาวิทยาลัยโดยแท้ จากการนั่งเครื่องบินลำใหญ่ๆ พอนั่งลำเล็กไปลงที่สนามบิน Corvallis เป็นสนามบินเล็กก็ดูแปลกๆ ลงจากเครื่องบิน ก็พบนักเรียนไทยที่นั่น 3 - 4 นไปรอรับ พวกเขาช่วยเหลือดี 2 - 3 วันแรก ต้องพักที่โรงแรมใน Downtown ในตอนนั้น หอพักนักศึกษาถูกจองไว้เต็มหมดแล้ว จึงต้องหาบ้านพักแบบ Boarding House ตั้งอยู่นอก Campus (Off Campus) แต่ค่าเช่าถูกและมีอาหารให้รับประทานสัปดาห์ละ 20 มื้อ (ยกเว้นวันอาทิตย์มื้อเย็น ต้องไปหารับประทานเอาเอง)
 

 
 
(Re-scan @ 14 / 8 / 2568) และปรับสี
 
 

Finnell's Boarding House สถานที่พักในช่วง 6 เดือนแรก ของการเรียนที่ Oregon State University  ห้องพักอยู่ Basement ใต้ดิน ตรงหน้าต่างเล็กๆที่ชี้ ห้องพักมีขนาดเล็ก อยู่ได้ 2 คน โดยมีเตียงไม้แบบ 2 ชั้น เพื่อประหยัดที่และมีโต๊ะอ่านหนังสือให้ 2 ตัว การใช้ห้องน้ำ เป็นแบบใช้ร่วมกัน ไม่มีแยกเป็นห้องๆ และห้องอาบน้ำก็ใช้ร่วมกัน
 

 
 

Boarding House ที่พักนี้อยู่ไกลจากตึกเรียนมากต้องเดินใช้เวลาประมาณ 30 นาที มีถนนให้เดินเป็นถนนหลักอยู่ 2 สาย ส่วนมากจะใช้ถนน SW Jefferson Way และก็มีถนนตัดทะแยง สั้นลงหน่อย แต่ต้องขึ้นเนิน  ที่ Boarding House มีนักศึกษาระดับปริญญาตรีส่วนใหญ่เป็น Freshy และมีเรา 2 คน ที่เป็นคนต่างชาติและเรียนปริญญาโท นอกจากนั้นก็มีพวกคนทำงานที่มาเช่าอยู่อีก 2-3 คน รวมแล้วอยู่กันประมาณ 40 - 45 คน เวลาเช้า รับประทานอาหารทะยอยๆกันได้ในเวลาที่กำหนด แต่มื้อกลางวันและมื้อเย็น จะต้องมานั่งโต๊ะพร้อมกัน มีการสวดขอบคุณพระเจ้า หรือบางครั้งเป็นการสวดที่ต้องการขอกำลังใจ แล้วจึงเริ่มรับประทานอาหารพร้อมๆกัน นับว่าเป็นระเบียบดี  ผู้คนที่นี่ Friendly ดีมาก แต่พูดสำเนียงแปล่งๆ ต่างจากสำเนียงที่พูดกันในเมืองใหญ่ๆมาก บางครั้งฟังไม่ออก
 

 
   แผนที่ OSU Campus  
   
  View OSU Campus in a larger map
 
 
 

การเริ่มต้นชีวิตนักเรียนในต่างแดน ตอนแรกดูเหมือนจะโก้เก๋ดี แต่พอเริ่มจริงๆความยุ่งยากเกิดทันทีที่ต้องไปหา Advisor เพื่อทำโปรแกรมการเรียน ขนาดมีนักเรียนคนไทยที่นั่นช่วย แต่ฝรั่งเขามีระบบที่ดีและยึดปฎิบัติ ผมได้แจ้ง Advisor ว่า ได้เรียนหลักสูตรปริญญาโทจากบัณฑิตวิทยาลัย ที่จุฬา ได้มา 48 เครดิตและเหลือเพียงวิทยานิพนธ์ ก็จะจบปริญญาโท และก็ได้ A มามาก จะขอโอนที่ได้ A บ้างได้หรือไม่ (เพื่อจะได้เรียนน้อยลง) Advisor ตอบว่า ถ้ายูจะทำดอกเตอร์ต่อก็จะโอนให้ แต่ผมได้ทุนแค่ทำปริญญาโท ก็เลยต้องยอมเรียนทั้งหมด ตามที่ท่าน  Advisor กำหนดให้

ระบบการเรียนที่ OSU เป็นระบบ Quarter คือปีหนึ่งจะแบ่งออกเป็น 4 เทอม เริ่มจาก Fall, Winter, Spring และ Summer หลักสูตรก็จะสอนต่อเนื่องกันไป ดังนั้น ถ้าใครไม่เริ่มเรียนจาก Fall Term ก็จะลำบากมากทีเดียว และยิ่งกว่านั้น  สำหรับปริญญาโทยังมีการแบ่งเป็นวิชา Major และ Minor และในวิชา Minor ยังแบ่งเป็น Split Minor อีก เช่นวิชา Major ของผมคือ Electrical Engineering และวิชา Minors คือ Mathematics และ Statistics ซึ่งเขาบังคับอีกว่า แต่ละหมวดจะต้องสอบให้ได้ B Average จึงจะผ่าน ส่วนวิทยานิพนธ์นั้นก็ต้องทำ เลือกทำเล็ก ก็ 6 เครดิต ทำใหญ่ก็ 9 เครดิต  นับว่ายุ่งพอควร แต่มันเป็นระบบของเขาที่เราต้องปฎิบัติตาม ในการเลือกวิชาเรียนนั้นส่วนใหญ่จะเลือกกันเทอมละประมาณ 9 - 12 เครดิต  ซึ่งผมก็ทำตามนั้น แต่ด้วยความจำเป็นทางด้านผู้ให้ทุนที่แจ้งว่าจะให้ทุนแค่ 1 ปี ถ้าไม่จบ ขออยู่ต่อได้อีกไม่เกิน 1 ปี แต่ต้องออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดเอง ผมจึงต้องทำถึง 15 เครดิต ในเเทอมที่ 3 ซึ่งทำให้ไม่เป็นอันกินอันนอน หรือต้องนอนตีสองแทบทุกวัน และเวลาที่คิดทำวิทยานิพนธ์ ส่วนใหญ่ก็หลังสองยามแล้
 

 
   
 
 
 

การศึกษาวิชา Control System มีการทำ Lab เพื่อทดลอง โดยใช้ Analog Computer ศึกษาเกี่ยวกับระบบต่างๆ เช่น Feedback Control อุปกรณ์มี 2 ชุด ต้องรอคิวการใช้ ถ้าพลาดการทดลองไม่ได้ผลก็อาจทำ Assignment ส่งอาจารย์ไม่ทัน เป็นผลต่อ Grade ที่จะได้ การทดลองใน Lab นี้ ผมทำได้ดีมากเพราะมีพื้นฐานมาจากวิชาที่เรียนในหลักสูตรปริญญาโท ที่จากจุฬาฯ ไปก่อน
 

 
 

การเรียนปริญญาโทที่ OSU นั้น ในระยะ 6 เดือนแรก ลำบากมากทีเดียว เพราะฟังภาษาได้ไม่ดี จดก็ไม่ทันบางครั้งอาจารย์สั่งงานมาเรายังไม่รู้เรื่องก็มีว่าให้ทำอะไร ระบบการเรียน การสอน ก็แตกต่างจากที่จุฬาฯ คอมพิวเตอร์ก็ไม่เคยใช้มาก่อน ต้องไปขอเข้าเรียนในบางวิชา แบบ Audit ทำให้ต้องใช้เวลามากขึ้น และบางวิชา เรียนเป็นวิชา Minor แต่ต้องเข้าไปเรียนร่วมกับนักศึกษาปี 4 ที่เรียน Major Math เป็นต้น ดังนั้น การแข่งกับเขาจึงทำได้ยาก เรียกว่าเสียเปรียบมาก เทอมแรกผ่านไปด้วยความยากลำบาก เกรดที่ได้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยเท่านั้น และจำเป็นจะต้องเร่งทำเกรดให้สูงขึ้นในเทอมที่ 2 ซึ่งก็ยิ่งทำให้เครียดมากขึ้น และต้องทำงานหนักยิ่งขึ้นอีก ผลการศึกษาในเทอมที่ 2 ออกมาดี คือได้เกรด A หมดทุกวิชา หลังจากนั้น เริ่มคล่องขึ้น ฟังและพูดได้ดีขึ้น การเรียนวิชาที่ Advisor กำหนดในแผนการเรียน เป็นไปอย่างราบรื่น แต่ก็จำเป็นต้องเร่งการจัดทำวิทยานิพนธ์ ซึ่งลงทะเบียนไว้ 3 เทอมๆละ 3 เครดิต เรื่องวิทยานิพนธ์นี้ ก่อให้เกิดความเครียดอย่างหนัก เพราะจะต้องคิดค้นวิธีที่ไม่ซ้ำกับใคร และต้องเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แต่เนื่องจากสมัยนั้น คอมพิวเตอร์เมนเฟรมมีหน่วยความจำเล็กมาก 64 KB (อย่าหัวเราะ เพราะที่จุฬาฯ ก็กำลังจะติดตั้งเครื่อง IBM 1620 มีหน่วยความจำเพียง 32 KB) ดังนั้น การจะเขียนโปรแกรมใหญ่ๆจึงจำเป็นจะต้องใช้ Machine Language หรือดีขึ้นมาหน่อย ก็คือใช้ภาษา Symbolic Language Programming System (SPS) แต่ก็ต้องรู้ Machine Language ด้วยจึงจะทำได้ เป็นเหตุให้ต้องไป Audit วิชา Programming เพิ่มขึ้นอีก

ด้วยความจำเป็นและความเร่งรัดที่มีอยู่ หลังจากผ่านไป
6 เดือน ผมก็ตัดสินใจบอกกับรุ่นพี่ที่ไปเรียนด้วยกันซึ่งอยู่ Boarding House เดียวกัน นอนห้องเดียวกัน ว่า ผมจะย้ายเข้าไปอยู่หอพัก เพราะอยู่ใกล้ตึกเรียนใกล้ห้องสมุดและใกล้ Canteen แม้ว่าค่าใช้จ่ายจะสูงขึ้นมากและต้องการอยู่คนเดียว ไม่ Share ห้องซึ่งจะทำให้ผมสามารถ Concentrate กับการเรียนและการทำวิทยานิพนธ์ได้ และยิ่งกว่านั้น ผมไม่ได้บอกว่าการอยู่ด้วยกันห้องละ 2 คนนั้น ก็พูดคุยกันด้วยภาษาไทย ภาษาอังกฤษก็จะไม่ดีขึ้น หลังจากคุยแล้วจากนั้นผมก็ย้ายเข้าไปอยู่หอพักชาย เริ่มจากเทอมที่ 3 ซึ่งก็มีผลกระทบตามมา คือรุ่นพี่คนนั้นเขาไม่ค่อยพอใจเพราะถ้าอยู่ด้วยกันเขาจะให้ผมคอยติวให้เป็นประจำ ขนาดต้องติดกระดานในห้องนอนเพื่อเขียนแบบสอนหนังสือจนไม่ได้ช่วยตัวเองให้เพียงพอ และผมก็ได้ช่วยมานานแล้ว การบ้านก็ให้ลอก จนผมเองเหลือเวลาเรียนและค้นตำราน้อยลง แต่เนื่องจากเขามีเงินมากกว่า อยู่เรียนต่อเองก็ได้ สำหรับผมมีทุนน้อยจำเป็นต้องรีบเรียนให้จบเร็วที่สุด จึงต้องตัดสินใจดังกล่าว และบอกตามตรงว่า ฝรั่งเขาคิดอย่างไร คือถ้าเขาเห็นว่านักศึกษาคนใด มีศักยภาพสูง เขาก็จะสนับสนุน เช่น วิทยานิพนธ์ ก็อาจจะให้ทำที่ยากหน่อยคืออยากให้จบแล้วเก่งไปเลย แต่ถ้าคนใด ท่าทางจะทำไม่ไหว เขาก็จะดูที่พอเหมาะกับขีดความสามารถ และสำหรับการเรียนที่อเมริกานั้น เขาถือว่าทุกคนต้องช่วยตัวเอง ทำเอง ใช้ความคิดของตัวเองให้มากที่สุด การทำ Lab รือ Term Paper ็ต้องต่างคนต่างทำ ไม่มีการทำร่วมกันเป็น Group บบที่เราเคยทำในสมัยเรียนที่จุฬาฯ  การเขียนรายงาน หรือเขียนข้อสอบ ก็ให้สั้นและได้ใจความที่สุด
 

 
 
ภาพการติวให้รุ่นพี่ ณ ห้องพักที่ Finnell's Boarding House (Re-scan @ 14 / 8 / 2568)
 
     
  ชีวิตนักศึกษาตอนเข้าอยู่หอพัก ห้องเดี่ยว  
   
ภาพเดิมเป็นภาพ ขาว - ดำ
 
  หอพัก Hawley Hall ที่อยู่ตอนฤดูร้อน เป็นหอใหม่ ทันสมัยมากในบริเวณเดียวกัน มีหอพัก 4 หอ
ติดต่อกันเป็นรูปสี่เหลี่ยม เป็นหอชาย
2 หอ และหอหญิง 2 หอ ตรงกลางเป็นสนามหญ้า และลงชั้นใต้ดิน
เชื่อมไปยัง
Canteen ซึ่งใช้ร่วมกันทั้ง 4 หอ ตอนรับประทานอาหารจะสนุก เพราะได้พบนักศึกษาทีเดียวจาก 4 หอพัก
 
 

การแยกมาอยู่หอ อยู่คนเดียว ทำให้สามารถเรียนได้ดีขึ้น ผมนั่งคิดหา Solution และทำวิทยานิพนธ์อยู่ดึกๆคือมีเวลาให้กับวิทยานิพนธ์จาก 2 ยาม เป็นต้นไป ถึง ตี 2 หรือบางวันก็ ตี 2 ครึ่ง  ที่หอชาย ใน Quarter ที่ 4 นั้น จะมีไฟเปิดอยู่ประมาณ 2 - 3 ห้องเท่านั้น ในตอน ตี 2 ซึ่งหนึ่งในนั้นคือห้องของผม และด้วยสาเหตุที่วิทยานิพนธ์ก็ยังทำไม่ออกคือยังไม่ Work เวลาที่เขาให้ทุนก็ใกล้จะหมดลง จึงได้ไปปรึกษากับ Adviser ว่าจะทำอย่างไรดี Advisor ก็ใจดีมาก Head EE Department ก็ใจดี บอกว่าให้ไปหาเลขา จ่ายเงิน 1 เหรียญ เป็นค่ากุญแจ 2 ดอก คือ ดอกที่หนึ่ง ไขเข้าตึกวิศวไฟฟ้า Dearborn Hall และดอกที่ 2 ไขเข้าห้องเครื่องคอมพิวเตอร์ IBM Mainframe 1620 และให้ใช้คอมพิวเตอร์ใน Account ของ Advisor ได้จาก 18.00 - 20.00 . ทุกวัน  ด้วยเหตุนี้ ทำให้ผมมีเวลาที่จะเข้าไปขลุกอยู่กับเจ้า Mainframe ทุกวันโดยต้องเรียนรู้วิธี Operate เครื่องด้วยตนเอง เรียกว่า ตัวคนเดียว ต้องทำให้ได้  บางวัน ก็จะมีตำรวจของมหาวิทยาลัยเดินผ่านมาตรวจ แต่เราไม่ได้ทำงานหลัง 4 ทุ่ม ไม่ต้องมีบัตรอนุญาต ตำรวจก็ Friendly มาก
 

 
     
  ภาพซ้าย ถ่ายขณะกลับจากการไปใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ IBM 1620 จะเห็นว่าหอบ
กล่องใส่ Punch Cards เอาไว้ (ถ่ายเมื่อ 20 ธ.ค. 2506)
ส่วนภาพทางขวา ถ่าย ณ บริเวนด้านหลังหอพัก
 
 
 

ในเทอมสุดท้าย วิชาต่างๆที่เรียนครบหมดแล้ว และก็ได้เกรด A มาหมดทุกวิชา แต่วิทยานิพนธ์ ก็ยังไม่ Work อยู่ดี  ตอนนั้นกลุ้มมาก ใช้เวลาคิดแต่ว่าทำไมโปรแกรมที่เขียน มันจึงไม่ Work และมันต้องมีอะไรผิดพลาด ผมมีเพื่อนอเมริกันเรียนวิศวะไฟฟ้า ปริญญาโท ด้าน Control System อยู่ห้องใกล้ๆ เขาก็มีปัญหาคล้ายๆกัน มักจะพบกันเวลารับประทานอาหารเย็นที่หอ ต่างก็นั่งเหม่อลอยเหมือนๆกัน จนเย็นวันหนึ่งขณะที่รับประทานอาหารเย็นอยู่ ความคิดก็ผุดขึ้นมาว่าที่โปรแกรมเราไม่ Work น่าจะมีข้อผิดพลาดอยู่ตรงจุดใด ผมจึงเลิกรับประทานอาหาร รีบกลับไปห้องพักจัดประเป๋าและเอกสารแทบจะวิ่งตรงไปที่ตึก Dearborn Hall เข้าห้องเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ทำการแก้โปรแกรม แล้วสั่ง Run ก็ปรากฎว่า โปรแกรมทำงานได้มากขึ้น แต่ยังไปติดอยู่อีกแห่งหนึ่งซึ่งคราวนี้รู้แล้วว่าจะต้องแก้ตรงไหน เมื่อแก้แล้วสั่ง Run ใหม่ คราวนี้โปรแกรมทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ก็ดีใจมาก เพราะหมายถึงว่า จบแน่แล้ว จึงชวนเพื่อนๆมาฉลองเล็กๆกัน และยังไม่ลืมวันนั้นจนเวลาผ่านไปถึง 61 ปีแล้ว !

การเตรียมตัวสอบ Comphresive Examination (การสอบประมวลความรู้และวิทยานิพนธ์) Updated 28/6/2564)

เมื่อเขียนวิทยานิพนธ์เสร็จแล้ว ก็มีขั้นตอนคือ จ้างคนพิมพ์ตามมาตรฐานที่ทางมหาวิทยาลัยกำหนด จะมีติดประกาศ Bulletin Board รับจ้างพิมพ์ทำต้นฉบับและ Copy ตามจำนวนที่ต้องการโดยมีอุปกรณ์ทันสมัยพิมพ์ออกมาคมชัดมาก สำหรับรูปภาพประกอบนั้นผมวาดเองทั้งหมด หลังจากได้ต้นฉบับวิทยานิพนธ์แล้ว ก็ต้องส่งไปให้ Advisor ทำการตรวจ  สำหรับของผม ทั้ง Advisor และ Head EE Department ร่วมกันตรวจแก้ และส่วนที่แก้ก็คือไวยากรณ์ และต้องส่งไปให้ทาง Librarian ของหอสมุดกลางทำการตรวจด้วยว่าเรามีการใช้หนังสือหรือเอกสารอ้างอิงอะไรบ้าง เขียนอ้างอิงถูกต้องตาม Format และมีเอกสารนั้นๆจริงหรือไม่ เมื่อแก้เสร็จแล้ว ก็ส่งไปให้คนพิมพ์ทำการแก้และทำต้นฉบับ Final พร้อม Copy เพื่อใช้สำหรับการเตรียมสอบ Comphresive Examination

การสอบ Comphresive Examination ซึ่งเป็นการสอบประมวลความรู้ในวิชาที่เรียนมาและสอบวิทยานิพนธ์รวมกัน จะต้องเชิญอาจารย์อย่างน้อย 3 ท่านมาเป็นกรรมการ ได้แก Head EE Department, Advisor และอาจารย์จากทางด้าน Minor Subject Study อีก 1 ท่าน ซึ่งผมก็ได้ไปเชิญท่านเอง จากนั้นเป็นการรอวันเข้าสอบ ซึ่งก็ต้องมีการเตรียมตัวเพราะกรรมการจะถามถึงวิชาที่เรียนมาส่วนหนึ่งและถามเกี่ยวกับวิทยานิพนธ์ แต่จะถามไม่มากและไปเน้นที่วิทยานิพนธ์  ในการเตรียมตัวนั้น ผมได้ไปที่เมือง Eugene ไม่ไกลจาก Corvallis นัก และซื้อ Suit ใหม่มา 1 ชุด ใส่ Suit ซ้อมการ Present ในห้องที่หอพักอยู่หลายรอบ จนคิดว่ามีความมั่นใจมากพอควร แล้วก็ถึงวันสอบ ซึ่งการถามวิชาที่เรียนมาแล้วนั้น ตอบได้สบายๆ จากนั้น เขาให้ Present วิทยานิพนธ์ แล้วถามคำถามต่างๆ ส่วนมากมาจาก Head EE Department ซึ่งก็ตอบได้หมด เมื่อสอบแล้ว Advisor บอกให้ผมออกไปรอนอกห้อง ไปดื่มน้ำได้ ระหว่างรอสักพัก Head EE Department ก็เดินออกมาเป็นคนแรก แล้วยื่นมือมาจับ พูดว่า Congratulation ตามด้วยอาจารย์อีก 2 ท่าน ก็ถือว่าสอบผ่านและจบการศึกษา ... ภาพเหล่านี้ ยังติดฝังอยู่จนทุกวันนี้

 

 
 
ตัวอย่าง Grade Report  Winter Term 1963/1964
 
 
 
หอพัก
Weatherford Hall ผมอยู่ชั้น 4 ด้านขวามือ ตอนเทอมสปริง
ที่ๆนั่งอยู่เป็นหลังคาของห้องอาหารซึ่งนักศึกษาชาย หญิง มาทานอาหารรวมกัน จาก
4 หอพัก
ภาพนี้ถ่ายเมื่อทำวิทยานิพนธ์เสร็จแล้ว
 
 
 

เรื่องที่เขียนเล่ามานี้ ไม่ได้จะคุยว่าเรียนเร็ว แต่เพราะความจำเป็นและมีความบีบคั้นอย่างมากเนื่องจากยังไม่ทันครบกำหนดให้ทุน ก็มีจดหมายมาจากสำนักงาน AID ที่กรุง Washington DC แจ้งให้ผมเดินทางกลับไปรายงานตัวพร้อมทั้งส่งตั๋วเครื่องบินมาให้ด้วย ซึ่งเขาก็ทำเกินไป ไม่เป็นไปตามที่ตกลงกัน ซึ่งผมได้เขียนจดหมายมาถึงผู้บังคับบัญชาที่ทำงานแจ้งว่า ผมยังเรียนไม่จบและก็ยังไม่ได้ไปดูงานตามที่ตกลงกันทำไมรีบร้อนจะให้ผมกลับ ต่อมาเมื่อเรียนจบแล้ว ผมกลับมาประเทศไทย ก็ได้ไปแจ้งแบบฟ้องไปกับผู้ที่ให้ทุนอีกด้วย  ความบีบคั้นดังกล่าวทำให้ผมทำวิทยานิพนธ์เสร็จ พร้อมทั้งเรียนครบตามที่ Advisor กำหนด ในภาคฤดูร้อน ซึ่งปกติไม่ค่อยมีคนเรียนเท่าไรนัก เพราะมันร้อน ห้องพักและชั้นเรียนไม่มีแอร์ เวลาดูหนังสือต้องเปิดประตูห้องระบายลม ใช้คอมพิวเตอร์ก็ต้องมีพัดลมตัวโตเป่า CPU และผมก็ใช้ Mainframe จนมันร้อนจัดเสียไปครั้งหนึ่ง  รวมเวลาที่อยู่ในเมือง Corvallis 11 เดือนเต็ม และก่อนอำลาจาก Corvallis ได้มีนักเรียนไทยที่ไปใหม่ๆ มาขอคำแนะนำมากมาย ส่วนใหญ่มาขอลอกการบ้านต่างๆเอาไว้ก่อน และต่อมาได้มีผู้สนใจไปศึกษาต่อที่ OSU มากขึ้นและเขาก็รับมากขึ้นด้วย เนื่องจากเกรดที่ผมทำไว้ดี เป็นตัวช่วยในการพิจารณารับคนไทย โดยเฉพาะที่จบจากจุฬาฯ

เมื่อตอนที่เรียนจบ ทางอาจารย์ก็ได้ถามว่าอยากจะเรียนต่อทำดอกเตอร์ไหม เพราะเรียนได้ดีแล้ว จะโอนเกรด A ที่ได้จากการเรียนที่บัณฑิตวิทยาลัยให้ และให้ทำวิทยานิพนธ์เรื่องเดิมขยายต่อออกไปอีก และทาง OSU ก็มีงานให้ทำด้วย เช่น เป็น Tutor หรือช่วยสอน แต่ด้วยสัญญาที่มีกับหน่วยงานและกับทาง AID เขาไม่ยอมให้อยู่ต่อ ดังนั้นผมจึงต้องเดินทางกลับ นับว่าได้พลาดโอกาศที่จะทำ Ph.D ไปตลอดกาล

 
 
 
 
 

เมื่อเรียนจบแล้ว ก็ได้เดินทางไปดูงานต่อที่เมือง San Francisco, Los Angeles และที่ Washington DC อีก 2 เดือนเศษๆ ก็เดินทางกลับประเทศไทย

หมายเหตุ : ในระหว่างดูงานกับ Southern California Edison ที่ Los Angeles นั้น ทางบริษัทได้ทาบทามให้ผมทำงานอยู่ที่นั่นเลย เพราะเรียนจบแล้วและทำเกรดได้ดี แถมยังมีบ้านให้อยู่ที่ Alhambra ด้วย แต่ด้วยภาระและสัญญาที่ทำไว้กับทางราชการ ผมจึงต้องเดินทางกลับประเทศไทย

 
     
   
  Dearborn Hall ตึกคณะวิศวกรรมไฟฟ้า OSU
ที่ Electrical Engineering Faculty ของ OSU ในขณะนั้น คือปี 2506 มี Professor L.N.Stone เป็น Head Department
และผมมี Prof. J.F.Engle เป็น Advisor และเป็นอาจารย์สอนวิชา Power System ซึ่งผมก็ได้ทำวิทยานิพนธ์กับท่านด้วย
 
 
   
  ครอบครัว The Engle (Prof. Engle เป็นอาจารย์ Advisor สอนวิชา Power System)
 
 
  การกลับไปเยี่ยมอาจารย์  
   
 

ในบรรดาอาจารย์ที่ OSU ผมจะใกล้ชิดกับ Prof. J.F. Engle และครอบครัวมาก ท่านจะคอยดูแลผมและให้คำแนะนำจนผมเรียนจบแล้ว กลับไปทำงานจนย้ายไปอยู่ กฟผ.ก็ได้มีโอกาสเดินทางไปสหรัฐอเมริกาหลายครั้ง และก็ได้ติดต่อกับท่านโดยตลอดและได้กลับไปเยี่ยม Prof.Engle และครอบครัวที่บ้านท่านที่ Campus ใน Corvallis, Oregon ถึง 3 ครั้ง โดยภรรยาผมก็เดินทางไปด้วย 1 รั้ง (Prof. Engle ได้เสียชีวิตไปหลายปีมาแล้ว)

 
   
 

ภาพถ่ายที่บ้าน Prof. Engle  ในการไปเยี่ยม ครั้งที่ 3 ให้ระลึกถึง ในขณะที่เรียนอยู่ ว่าต้องคอยนัด และไปพบท่าน หลายครั้ง โดยเฉพาะเมื่อทำวิทยานิพนธ์เสร็จแล้ว ก็มีการตรวจแก้ภาษาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น  ส่วนลูกๆของท่านหลายคนรู้จักผมดี เพราะมีลูกสาวคนหนึ่งทำงานพิเศษ เก็บเงินค่าอาหาร อยู่ที่ Canteen ของ Memorial Union จะพบกับผมบ่อยๆ และคอยรายงานอาจารย์ว่า พูดภาษาอังกฤษ เป็นอย่างไร แต่ตอนหลังๆ ก็รายงานว่า พูดเก่งขึ้นแล้ว

 
 
(Re-scan @ 15 / 8 / 2568) และปรับสี
 
 

การกลับไปเยี่ยม Prof. Engle ครั้งที่ 3 นั้น ผมได้พาภรรยาไปด้วย อาจารย์ได้ไปรับที่สถานีรถ Greyhound Bus Terminal ที่ Corvallis ใน Trip นี้ ได้แวะไปที่บ้านอาจารย์ ที่ตึกวิศวะไฟฟ้า Dearborn Hall และก็ไปรับประทานอาหารที่ Memorial Union รวมทั้งไปซื้อของขวัญต่างๆที่ร้านของ MU ด้วย พนักงานขาย ตื่นเต้น
มาก ที่พบศิษฐ์เก่ากลับมา และซื้อเสื้อ
OSU ฯลฯ ไปประมาณ 100 เหรียญ จากนั้น ได้ไปแวะชมศูนย์คอมพิวเตอร์ใหม่ และตอนเย็นอาจารย์และภรรยา ได้ขับรถไปส่งที่เมือง Portland โดยแวะร้านอาหารที่อยู่ระหว่างทาง อาหารอร่อยมาก

 
   
  การกลับไป OSU ครั้งที่ 3 ภาพถ่าย ณ สนามหน้า
Memorial Union (MU)
 
  OSU1_275.jpg (22228 bytes)  
  ภาพ Campus ส่วนกลาง ของ Oregon State University, Corvallis, Oregon
จากภาพถ่ายดาวเทียม  นับเป็นเวลากว่า 61 ปี ที่เรียนจบมา แต่ก็ยังไม่ลืมความยากลำบาก และความกดดัน

ที่มีในขณะนั้น เมื่อได้เห็นภาพ Campus ก็ทำให้ยังจำวันเหล่านั้นได้ดี
คลิกที่ภาพ
หรือที่นี่ เพื่อดูภาพขยาย
 
 

Information :
1.  Oregon State University (OSU) Web Site

 

 


 

ตั้งแต่วันที่  6 ก.พ.2545
ปรับปรุงล่าสุด : 12 .. 2568